จัสติน เวลบี

จัสติน เวลบี

ผมมีคำถามทุกประเภทเลยครับ แต่คำถามหลัก ๆ ก็คือ ผมต้องเป็นคนน่าเบื่อและทิ้งทุกสิ่งที่เป็นความสนุกสนานไปทั้งหมดเลยหรือ?

จากเหมืองน้ำมันกับเขตสงครามมาสู่โบสถ์ยิ่งใหญ่  ประวัติส่วนตัวของจัสติน เวลบี (Justin Welby) นั้นไม่ธรรมดาแน่นอน  อาร์คบิชอปแห่งแคนเทอเบอรี่ได้เปิดเผยกับอัลฟ่าถึงความสำเร็จ ความล้มเหลวและประสบการณ์ที่ทำให้การเดินทางในชีวิตของเขาเปลี่ยนไป

ความเชื่อ

คุณมาเชื่อพระเจ้าได้อย่างไร?

ผมเติบโตขึ้นมาโดยไม่ได้มีภูมิหลังในความเป็นคริสเตียนมากนัก   พ่อของผมเป็นคริสเตียน ที่คุณอาจเรียกได้ว่า คริสเตียนเรือดำน้ำ และเป็นเรือดำน้ำชนิดที่จะโผล่ขึ้นมาที่ผิวน้ำเพียงปีละครั้งเท่านั้นคือในวันคริสต์มาส

ช่วงระหว่างที่จบมัธยมปลายและรอเข้ามหาวิทยาลัย   ผมพักอยู่ในบ้านหลังเล็กร่วมกับคริสเตียนคนหนึ่งที่ประเทศเคนยา ทั้งบ้านมีหนังสืออยู่เพียงสองเล่มเท่านั้น  เล่มแรกคือ 'รัฐธรรมนูญอังกฤษ' ที่เขียนขึ้นในศตวรรษที่ 19 โดย Bagehot   และอีกเล่มหนึ่งคือพระคัมภีร์   ผมอ่านหนังสือของ Bagehot ไปสองรอบ และไม่สามารถอ่านมันได้อีกแล้ว  ดังนั้นผมจึงลองอ่านพระคัมภีร์ดู

ผมไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมได้อ่านเลย  แต่เมื่อตอนที่ผมเรียนอยู่ปีสองในมหาวิทยาลัย   มีคนอธิบายให้ฟังว่า พระเยซูได้ทรงสิ้นพระชนม์สำหรับบาปของผม เพื่อผมจะได้รู้จักพระองค์  ผมจึงได้ตัดสินใจขอให้พระองค์เข้ามาอยู่ในชีวิตผม แล้วทุกอย่างในชีวิตผมก็เปลี่ยนไป   มีทั้งขึ้นสูงและตกต่ำ  แต่หลังจากนั้นผมก็ไม่สามารถหนีพระองค์ได้อีกเลย

คุณมีคำถามเด่น ๆ อะไรบ้างหลังจากเป็นคริสเตียนแล้ว?

ผมมีคำถามทุกประเภทเลยครับ   แต่คำถามหลัก ๆ ก็คือผมต้องเป็นคนน่าเบื่อและทิ้งทุกสิ่งที่เป็นความสนุกสนานไปทั้งหมดเลยหรือ?

ในช่วงที่ผมทำงานที่บริษัทน้ำมันนั้น  ผมถามตัวเองเสมอว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง และอะไรคือสิ่งที่ผิด ครั้งหนึ่งเพื่อนคนหนึ่งถามผมว่า  'คุณสมบัติของผู้บริหารการเงินที่ดีในบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่คืออะไร?' ผมก็ตอบแบบงี่เง่าไปว่า การไม่นอนกับเลขาฯของตัวเอง และไม่โกงเงินบริษัท  แต่เพื่อนก็พูดว่า "ไม่  นั่นคือสิ่งที่คนทั่วๆ ไปเขาทำกัน  แต่ถ้าผู้บริหารการเงินคนนั้นเป็นคริสเตียน เขาควรวางตัวอย่างไร? ซึ่งคำถามนี้เกี่ยวกับคุณค่า และนี่คือสิ่งที่ผมคิดอยู่เสมอ ๆ 

การทำงาน 

เคยมีความตึงเครียดเกิดขึ้นบ้างไหม  ในฐานะคริสเตียนที่ต้องทำงานในบริษัทใหญ่?

มีครับ ผมต้องเผชิญกับความตึงเครียด   เพราะคนส่วนใหญ่ในโลกนี้เข้าใจว่าการเป็นคริสเตียนคือสิ่งที่ทำเพื่อความบันเทิงในเวลาว่าง ไม่ใช่เรื่องที่มีผลกระทบต่อทั้งชีวิต ตอนนั้นเรามีครอบครัวที่กำลังเติบโตและมีลูกเล็ก ๆ  ผมมักจะไปถึงที่ทำงานตอนแปดโมงเช้าและเลิกงานตอน 3 หรือ 4 ทุ่ม  ผมต้องถามตัวเองว่า   ' เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว นายจะวางตารางเวลาในชีวิตอย่างไร ที่จะเตือนตัวเองให้ระลึกได้จริง ๆ ว่า นายน่ะเป็นคริสเตียนนะ?’

คุณเปลี่ยนจากการทำงานในรูปแบบบริษัทมาสู่การทำงานในคริสตจักรได้อย่างไร?

ผมได้ฟังคำเทศนาของ  John McClure ในปี 1987 เขาเล่าถึงช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจเลือกระหว่างข้อเสนออันแสนยอดเยี่ยมที่นาซาและการเป็นผู้รับใช้เต็มเวลา  ในขณะที่เขาเล่าเรื่องนี้ผมรู้สึกว่าพระเจ้าพูดกับผมว่า 'นั่นเป็นสิ่งที่เราอยากให้เจ้าตัดสินใจเลือก' 

การตัดสินใจในครั้งนั้นไม่ง่ายทีเดียว  ระหว่างที่ผมเข้าเรียนศาสนศาสตร์อยู่นั้นผมต้องต่อสู้กับการเปลี่ยนงาน  การที่ไม่เป็นผู้จัดการและความรู้สึกที่ผมต้องทำสิ่งที่ผมไม่ถนัด  ตั้งแต่นั้นมาชีวิตก็เหมือนการเดินทางที่คดเคี้ยว ผมเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างอันตรายในช่วงที่ผมทำงานด้านการไกล่เกลี่ยที่แอฟริกาและตะวันออกกลาง ซึ่งประสบการณ์ช่วงนั้นทำให้ผมได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ในเวลาเดียวกันก็ดูเหมือนว่าพระเจ้ากำลังฝึกฝนผมและครอบครัวของผมอย่างต่อเนื่อง

คุณได้เรียนรู้อะไรจากความสำเร็จและความล้มเหลว?

ผมตระหนักถึงความล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จ  ผมคิดว่าเราต้องเรียนรู้ที่จะเสียใจในความล้มเหลวและฉลองในความสำเร็จ  เรามีแนวโน้มที่จะไม่ใส่ใจทั้งสองเรื่องหรือไม่ก็คุยโวโอ้อวดในความสำเร็จ โดยไม่สนใจในความล้มเหลวเลย

สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากพระธรรมสดุดี  คือการนำความล้มเหลวไปถึงพระเจ้า  เมื่อแปดปีก่อนผมล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า  ซึ่งเป็นผลพวงจากความผิดพลาดอย่างต่อเนื่องในการทำงาน   ผมเรียนรู้ที่จะไม่ยอมให้สถานการณ์นำผม  และผมก็ได้เรียนรู้ที่จะยอมรับกับพระเจ้าตรง ๆ ว่าผมผิดพลาด

 

ผมตระหนักถึงความล้มเหลว มากกว่าความสำเร็จ

คริสตจักร

ทำไมคุณจึงมีกระตือรือร้นกับคริสตจักรอย่างมากมาย ?

เมื่อคริสตจักรขับเคลื่อนไปนั้น  มันน่าอัศจรรย์ใจอย่างเหลือเชื่อ คริสตจักรเป็นชุมชนที่สวยงามและพิเศษสุดบนโลกนี้  ในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ได้อธิบายถึงคริสตจักรว่าเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์  เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงรักและหวงแหนยิ่งนัก  คริสตจักรช่วยเยียวยา  ช่วยให้ชีวิตเปลี่ยนแปลง  ให้ความรัก ช่วยปรับเปลี่ยนสังคมและนำคนให้พบกับพระเจ้าหน้าต่อหน้า คริสตจักรเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์   พระเจ้าทรงเลือกที่จะสร้างคริสตจักรไว้เพื่อให้ดำเนินงานตามแบบของพระเยซูต่อไป ดังนั้นพันธกิจของคริสตจักรก็คือการสร้างชุมชนตามแบบอย่างที่พระเจ้าทรงตั้งพระทัยไว้

ทำไมคุณจึงเชื่อว่า อัลฟ่าใช้ได้ผลดีและคุณคิดว่าอัลฟ่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนรุ่นใหม่อย่างไร?

สำหรับผมอัลฟ่าแสดงให้เห็นถึงการงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์  เพราะมีการรวมตัวของคริสตจักรและคนทุกรูปแบบให้มาอยู่รวมกันได้  สิ่งสำคัญคืออัลฟ่าสื่อให้เห็นว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าและเพื่อนของเรา อย่างที่เราได้เห็นในหนังสือพระกิตติคุณของยอห์น    อัลฟ่าเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่าย   ใช้งานได้ง่าย   และก็เป็นสิ่งที่พิเศษมาก ๆ ด้วย  อัลฟ่าช่วยนำผู้คนให้มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเยซู และสร้างชุมชนที่มีส่วนร่วมกับคนมากมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีกว่าที่เป็นอยู่

สัมภาษณ์โดย Ruth Awogbade

รูปถ่ายโดย Alex Douglas

Want to find an Alpha near you

Try Alpha

Find out more about Alpha

Learn more